[RE: สอบถามการเข้าโรงเรียนของลูกชั้นเตรียมอนุบาลครับ]
ไม่อยากกินต้มไก่ พิมพ์ว่า:
Jason Voorhees พิมพ์ว่า:
ขึ้นอยู่กับว่าใช้เหตุผลอะไรเป็นหลักในการเร่งให้เด็กเข้าโรงเรียน
ด้านทฤษฎีความเก่งความฉลาด อันนี้แล้วแต่ความเชื่อ เพราะแต่ละคนเชื่อคนละตำรา
ด้านสุขภาพ ถ้ามีเวลาเลี้ยงเองแนะนำให้อยู่กับพ่อแม่ก่อนดีกว่า เพราะโรงเรียนคือศูนย์รวมโรคติดต่อ
โดยเฉพาะโรคติดต่อทางเดินหายใจ และอาหาร เช่น มือเท้าปาก เฮอแปง ไข้หวัดใหญ่ โรต้า
จะค่าเทอม 30k-50k มันก็ไม่รอด เพราะเป็นห้องแอร์เชื่อยิ่งติดต่อเร็วขึ้น
ถ้ามีประกันสุขภาพเด็กก็สบายตัวไม่กลัวนอน รพ.เอกชนสบาย แต่ต้องเหนื่อยไปนอนเฝ้าแอทมิทหลายคืน
ประกันสุขภาพเด็กยุคนี้ต่ำๆก็ 40k แถมเงื่อนไขเยอะมาก ป่วยบ่อยอาจจะต้องจ่ายเสริม ถ้ารวยก็รอดไป
ค่าเทอม 45,000
ประกันสุขภาพทำแล้วครับ 85,000
แต่ก็ไม่อยากเห็นเค้าป่วยแหละครับ เลยอยากรู้ว่า ช่วง 1.6-3 ขวบ การเล่น การเข้าสังคมกับเพื่อนมันสำคัญขนาดนั้นมั้ย
หรืออยู่กับพ่อแม่ สำคัญกว่า
เพราะถ้าพลาด 1.6 ขวบไป อนุบาล 1-3 ก็น่าจะพลาดโรงเรียนนี้ด้วย ก็ต้องไปหา รร ใหม่เลย
หรือมันยังไม่สำคัญเท่าไหร่ เพราะบางคนก็ให้ลูกหยุด ไปเที่ยวครอบครัว
แล้วค่อยเน้นช่วงมัธยมเอา
เรื่องมนุษยสัมพันธ์และการปรับตัวกับเพื่อนในชั้นเรียน ส่วนใหญ่เด็กจะได้รับอิทธิพลมาจากการเลี้ยงดูของคนที่บ้าน
นิสัยเด็กจะไปในทิศทางเดียวและคล้ายกับนิสัยพ่อแม่ และการเข้าสังคมกับเด็กๆในละแวกบ้าน
เด็กหลายคนออกไปเจอผู้คนบ่อย เจอคนที่หลากหลาย พอไปโรงเรียนก็จะไม่ค่อยกลัว ไม่ร้องไห้ สนุกกับกิจกรรมของโรงเรียน
แต่ค่าเทอม 45000 ตามราคานี้น่าจะการันตีเรื่องความสุขในการเรียนของลูกได้ในระดับดีทีเดียว
ยิ่งเป็นโรงเรียนทางเลือก 2 ภาษา เด็กยิ่งสนุกกับทุกกิจกรรมที่ค่อนข้างมีคุณภาพและถูกใจผู้ปกครอง เพราะเด็กจะปรับตัวง่ายขึ้น พ่อแม่ก็แฮปปี้
ช่วงชั้นปฐมวัยควรจะโฟกัสแค่ให้เด็กมีความสุขกับการไปโรงเรียน รักที่ได้เจอเพื่อน และรักการศึกษาเรียนรู้ก็พอ
ส่วนเรื่องวิชาการ หรือทิศทางที่พ่อแม่คาดหวังจากเด็ก คงต้องมานั่งตรองหลัง ป.4 อีกทีว่าจะเดินทางเดิมหรือจะเปลี่ยนไปทางไหน
เพราะเห็นหลายคนก็ไม่มีจุดยืนที่แน่ชัดว่าจะไปทางไหน พอฟังคนนั้นคนนี้เป่าหูก็มีเป๋
แล้วอยากย้ายโรงเรียนลูกจาก รร.ทางเลือก ไปสู่ รร.ที่วิชาการหนักการแข่งขันสูง
บอกเลยว่าสงสารเด็กมาก ที่ต้องมาปรับตัวแบบหักดิบตอนโต เพราะวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมที่่เปลี่ยนไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะรับได้
บางคนเป็นซึมเศร้า บางคนไม่อยากไปเรียน อันนี้ไม่รู้จะโทษเด็กหรือผู้ใหญ่ดีในเรื่องการวางแผนการศึกษา
*ปล.เล่าจากประสบการณ์คนรอบข้างที่พบเห็นนะครับ ไม่จำเป็นต้องเชื่อนะ เพราะทุกคนมีเส้นทางมีรอยเท้าของตัวเอง