เริ่มต้น
- ก่อนจะคิดเรื่องงบประมาณหรือเลือกที่ดิน ต้องตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า "บ้านในฝัน?" ไม่ว่าจะเป็นสไตล์, ขนาด, ฟังก์ชัน หรือแม้แต่บรรยากาศที่ต้องการให้ครอบครัวได้สัมผัสในทุกวัน นี่คือรากฐานที่ทำให้การตัดสินใจในขั้นตอนต่อไป
- วางแผนและจัดสรรงบประมาณอย่างรอบคอบ ข้อนี้ต้องเนี๊ยบเลย ให้เพื่อเงินฉุกเฉินไว้กรณีมันบานปลาย
- ทำเลอันนี้ข้ามไปละกัน
- ปลูกต้นไม้ทิ้งไว้ก่อนในที่ หว่านๆไป จะได้ไม่ต้องซื้อเพิ่ม
ช่วงก่อนออกแบบและจ้างสถาปนิก
- พยายามหาจากคนใกล้ตัว ที่ทำงานลักษณะมืออาชีพ พวกต่อเติม อย่าไปจ้าง
- เลือกสถาปนิกที่ดี และเก่ง ชีวิตจะง่ายขึ้นมากทั้งก่อนก่อสร้างและสร้างเสร็จแล้ว
- ถ้าสถาปนิกที่จ้าง ดีและเก่ง ให้ไปงานที่เค้าเคยทำมา เพื่อเป็น project reference (ดูเบื้องต้นเฉยๆ)
- ที่บอกให้เลือกสถาปนิกที่เก่งเพราะ ส่วนใหญ่ ถ้าสถาปนิกที่งานดีๆเนี่ย จะพ่วงปาร์ตี้อื่นที่ทำงานได้ดีมาด้วย เช่น วิศวกรโครงสร้าง งานระบบ และผู้รับเหมา
- แต่สถาปนิกเค้าจะไมบอกรายชื่อหรือให้คอนแทคมาตรงๆขนาดนั้น (ถ้าเป็นผรมนะ) ถ้าออฟฟิสไหนเซียนๆ เค้าจะใช้การแนะนำมาแทน ไม่อย่างนั้นจะดูเหมือนล๊อคสเป็คเกินไป ทำให้หมดความน่าเชื่อถือได้
- ลงทุนกับสถาปนิกดีๆชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะ
- สมัยนี้บริษัสถาปนิกสามารถทำงานอินทเรียควบคู่ไปได้ด้วย (แต่สโคปการจ้างงานก็แตกต่างกัน) แต่ถ้าได้บริษัทที่ เซอวิส ครบ ก็จะง่ายขึ้น รวมทั้งงาน landscape
- พยายามเลือกบริษัทที่คิดว่าเหมาะกับตัวเอง ทั้งสไตล์งาน และนิสัยใจคอ เพราะจะต้องอยู่ด้วยกันไปซักพัก
(ผมว่าแม่งคล้ายแต่งงาน ฮา)
ช่วงออกแบบและพัฒนาแบบ
- บอกความต้องการทั้งหมด รูปแบบไม่จำกัด ขอให้สื่อสารสิ่งเราอยากได้เป็นพอ
- บางที่ สถาปนิกจะมี checklist ให้เลย ว่าต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไร (ขึ้นอยู่กับบริษัท)
- ช่วงไปดูไซทกับสถาปนิก ให้บอกถึงปัญหาต่างๆที่เจอในบริเวณระแวกบ้าน และบอกจุดที่ concern จริงจังกับสถาปนิกให้ดีไซนเผื่อเลย ไม่อย่างนั้น พวกงานต่อเติมตามบ้านที่เราเห็นๆ ส่วนใหญ่เกิดจากประเด็นไรพวกนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากการแก้ปัญหาทีหลัง
- พยายามเข้าใจพวกพื้นฐานทางเทคนิค เช่น อ่านแบบได้ ดูแบบเป็น จะได้สื่อสารได้ถูกต้องจะได้ไม่งง ว่าเวลาส้รางเสร็จแล้วทำไมเป็นงี้
- ให้สถาปนิกพาไปงานอันที่เสร็จแล้วของเค้า อันนี้ต้องใช้วาทศิลป์ในการพูดคุย รายละเอียดพวกนี้จะไม่รวมอยู่ในค่าแบบ แต่จะเป็น Service mind ของสถาปนิก
- ให้ดูงานจริงของเค้า ดูรวมๆแบบลูกค้า เช่น เรื่องการใช้งานเป็นหลัก และพวกสเกลต่างๆ ว่าอันไหนมาปรับใช้กับเรา เจออันไหนโดนๆ ก็บอกเค้าให้ทำแบบนี้ให้หน่อย
- ทุกครั้งที่มีประชุมแบบ ถ้าสถาปนิกมีเลือกวัสดุแล้ว ให้ดูตัวอย่างจริงเป็นหลัก จะเข้าใจ texture ได้ดีกว่าดูตามรูป
- อย่าพยายามอย่าเลือกของที่ดู luxury ถ้าบ้านไม่ไฮเอนจริงๆ และมีงบประมาณจำกัด ลูกค้าส่วนใหญ่ชอบอยากเพิ่มมูลค่าของบ้าน โดยการเลือก ของ เฟอร์นิเจอร์ก็ดี อุปกรณ์ฮาดแวร์ก็ดี หรือพยายามติดแกลม เช่น อยากได้ผนังหินขาวอ่อน แต่เงินไม่ถึง เลยดาวน์เกรด อาจจะใช้ลามิเนตอะไร และจบวัสดุต้องจบด้วยอลูสีทอง เพื่อเพิ่มให้บ้านดูหรู หรือโซฟาหลุยส อะไรพวกนี้ห้ามเด็ดขาด ถ้าเงินไม่ถึง เพราะของจะห่วยกว่าทั่วไป เพราะว่าผู้ผลิตต้องลดต้นทุน และบ้านจะดูตลกๆ
- อุปกรณ์ hardware ถ้าเลือกได้ให้เลือกตัวดีสุดกับตัวถูกสุด โดยตัวถูกสุดให้เอาไปใช้งานกับฟังก์ชั่นที่ไม่ค่อยใช้งาน อย่าเลือกตัวกลางๆ ไม่คุ้ม
- พวกสุขภัณฑ์ ควรซื้อแยกโดยเจ้าของ ใน BOQ จะมีแค่ค่าติดตั้งสุขภัณฑ์พอ บางทีจะซื้อได้ถูกกว่า ถ้าไม่เน้นมากให้รอพวกงานแฟร์ แล้วไปซื้อพวกตัวตกรุ่น
- เฟอร์นิเจอ์ถ้าสถาปนิก มีรูปแบบให้ดู ลองไปหาราคาเทียบเยอะๆ ถ้าให้ดีซื้อของดีไซเนอร์ไทย สวยๆเพียบ ราคาไม่แรงมาก พวกตาม sb index ก็ซื้อได้ แต่ต้องเกรดดีหน่อย ไม่งั้นก๊องแก๊ง ติด finishing แปะมา ถ้ามีงบเฟอร์นิเจอร์ ให้ไปเลือก แบรนด์เฟอร์มีชื่อของดีไซนเนอไทย และก็พวก industrial plant ทั้งหลายเช่น IKEA Hay วัสดุอาจจะดีกว่าหรือไม่แตกต่างกันมากกับแบรนไทย แต่ดีไซนสวยกว่า
- อย่าใช้ของสีดำถ้าเงินไม่ถึง ยกเว้นเฟรมกระจก
- ถาต้องมีพื้นไม้ระเบียงภายนอก ให้ใช้ไม้เทียม ระยะยาวดีกว่า แต่ไม้จริงสวยกว่า
- วัสดุบนโลกมีแค่2ประเภท คือใช้ภายนอกกับภายใน
- ภายนอกให้ดูความแข็งแรงเป็นหลัก และทนทานต่อสภาพอากาศ ทุกอย่างต้องมีการเคลือบผิว
จากปลวกก็ดี จากสนิมก็ดี วัสดุกันซึมก็ดี ซึ่งพวกนี้ สถาปนิกจะระบุไว้ในแบบ แต่เราต้องคอยดู ว่าอันไหนตกหล่นไป ความสวยงามดูที่ความเนี้ยบ ของการก่อสร้าง แต่อันนี้ยาก ต้องดูแต่แรก
- ภายใน ให้เน้นความสบายความปลอดภัยและความสวยงาม เพราะภายในจะมีรายลเอียดของ วัสดุที่แตกต่างกันเยอะมาก ภายในบ้าน
- ผนังกับหลังคาให้ติดฉนวนกันความร้อน
- ระบบหลังคา ถ้าให้ดีควรมีระบบ overflow สอดแทรก
- หลังคาแบนดีกว่าหลังคาจั่ว
- ฝ้าให้เผื่อช่อง service เผื่อซ่อมบำรุง
- ฝ้าหลุมทำได้ แต่สกปรกบ่อย
- ปลูกต้นไม้ให้เยอะที่สุด ถามีครบจะดี ดิน น้ำ
- ถ้าในบ้านมีเสียงน้ำตลอดเวลา บ้านจะให้ความรู้สึกกว้างขึ่น และผ่อนคลาย
- ถ้าจะมีบ่อน้ำ ให้เลี้ยงปลา ให้เค้าจัการระบบนิเวศได้ ไม่อย่างนั้นจะวุ่นวาย ในการทำความสะอาด สระว่ายน้ำถ้าเงินไม่ถึงและไม่มีเวลา อย่าหาทำ
- พยามยามสร้างระบบนิเวศในบ้าน แล้วบ้านจะเย็นเอง แต่ถ้าร้อน อยากใช้ดีไซน์ช่วย ก็มีหลายวิธี
- งานระบบอาคาร ต้องออกแบบควบคู่กันไปแต่แรก โดยต้องอ้างอิงกับความต้องการ และความ stable
- งานบื้ว ควรมีไม่เยอะ ถ้าต้องมีควรเป็นห้องครัว
- ห้องน้ำ ระเบียง หรือหน้าบ้าน หากใช้กระเบื้องขัดมันจะลื่นมาก
- กระจก ควรใช้กระจกตัดแสง (Low-E Glass) หรือฟิล์มกันความร้อนเพื่อช่วยลดความร้อน
- สีทาภายในคุณภาพต่ำหรือไม่กันเชื้อรา
- ต้องมีชายคาหรือกันสาด
- อย่าเลือกใช้วัสดุที่แฟชั่น ควรเลือกวัสดุและโทนสีที่มีความ timeless หรือสามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่าย
- ห้องนั่งเล่น/ห้องนอนหลัก ควรหันไปทาง ทิศเหนือ หรือ ทิศใต้ เพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดดแรงตอนเช้าและบ่าย
- ใช้ หน้าต่างบานเกล็ด หรือ บานเปิด แทนบานเลื่อน เพื่อให้อากาศไหลผ่านได้ดี
ช่วงก่อสร้าง
- จ้างบริษัท consult สำหรับตรวจบ้าน แต่อย่าไว้ใจทั้งหมด เราต้องคอยติดตามความคืบหน้า
- ช่วงก่อสร้าง พยายามให้อยู่ใน timeline ให้ได้ ถ้าเลย มีสิทธิ์ว่างบจะบาน
- พยายามจัดประชุมเดินหน้างานกับทุกฝ่ายบ่อยๆ โดยช่วงก่อสร้างแรกๆ ให้ดูเชิงเทคนิคก่อน เช่น
ผรมมันทำ สโลปถนนไว้ตรงไหน สโลปหน้าดินเป็นยังไง (เรื่องระบายน้ำ) พวกนี้ผรม จะทำแรกๆเลย เราไปตรวจดูได้ตั้งแต่ตอนนี้เลย กันเกิดปัญหา
- ตรวจสอบว่ามีการติดตั้งรางน้ำ (Gutters) และท่อระบายน้ำ (Downspouts) ครบถ้วน ตามแบบรึไม่
- และพวกงานติดตั้งว่าตามแบบและปลอดภัยรึป่าว ให้คนคุมงานดูก็ได้ แต่ถ้าเรารู้ก็ดี
- คอยดูหน้างาน ผรม ชอบลักไก่ บางทีคนคุมงานก็หลุด
- fun fact ช่วงก่อสร้างซื้อของไปให้คนระแวกบ้านบ่อยๆ เพราะเสียงดังอาจโดนร้องเรียน
- ตอนไปตรวจบ้านมันก็มีเทคนิควิธีตรวจอีก consult น่าจะเซียน
จริงๆมีอีกเยอะ พิมพไม่ไหว