ผ่ากลยุทธ์ 3 แบรนด์ดัง เซเว่น อีเลฟเว่น-ดัชมิลล์-เนสกาแฟ ทำอย่างไรจึงเป็น “เบอร์ 1”
กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล บริษัทด้านการวิจัยพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคในกลุ่มสินค้าอุปโภค-บริโภค ได้ทำวิจัยและจัดอันดับสุดยอดแบรนด์ที่ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อสูงสุดในปี 2558 ทั้งระดับโลก และประเทศไทย
..:: ตลาดในประเทศไทย แบรนด์ที่ครองแชมป์เป็นนัมเบอร์วันแบรนด์ ได้แก่ ดัชมิลล์, เนสกาแฟ, คอลเกต, บรีส และเซเว่น อีเลฟเว่น แบ่งตามกลุ่มสินค้า FMCG เครื่องดื่ม, อาหาร, สุขภาพและความงาม, สินค้าในครัวเรือน และค้าปลีก ตามลำดับ
..:: มาดูกันว่า 3 แบรนด์ใหญ่ อย่าง เซเว่น อีเลฟเว่น, ดัชมิลล์ และเนสกาแฟ มีกลยุทธ์อย่างไร จึงก้าวขึ้นสู่อันดับ 1
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เจาะกลยุทธ์ “เซเว่นฯ” ทำไมเป็นเบอร์ 1 ร้านสะดวกซื้อ
..:: ปฏิเสธไม่ได้ว่าเซเว่น อีเลฟเว่นกลายเป็นร้านสะดวกซื้ออันดับหนึ่งในประเทศไทย ด้วยสาขากว่า 9,000 สาขาทั่วประเทศไทย
..:: เซเว่น อีเลฟเว่น เริ่มก่อตั้งสาขาแรกเมื่อปี พ.ศ. 2532 ที่หัวมุมถนนพัฒน์พงศ์ เพราะเป็นทำเลที่สามารถเปิดบริการ 24 ชั่วโมงได้ และมีออฟฟิศอยู่เยอะ มีชาวต่างชาติ และคนที่ไปต่างประเทศมา เป็นกลุ่มคนที่รู้จักเซเว่น อีเลฟเว่นอยู่แล้ว ในขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักมากนัก
..:: ยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เล่าว่า ปัจจัยความสำเร็จของเซเว่นฯ มีหลายประการด้วยกัน ต้องปรับตัวตามความต้องการของลูกค้า ขยายสาขาเรื่อยๆ มีพาร์ตเนอร์ในกลุ่ม SME มาขายภายในร้าน ต้องมีพนักงานมีบริการที่ดี จึงต้องมีสถาบันปัญญาภิวัฒน์เพื่อป้อนบุคคลากร และมีระบบโลจิสติกส์ มีดีซีให้ครอบคลุมพื้นที่ และมีห้องควบคุมอุณหภูมิเพื่อเก็บสินค้าในทุกๆ อุณหภูมิได้
..:: ทำเลที่ตั้งของเซเว่นฯ จะเน้น 8 จุดสำคัญ ได้แก่ ที่พักอาศัย, สถานศึกษา, สถานที่ท่องเที่ยว, ปั๊มน้ำมัน, สถานบันเทิง, สำนักงาน, โรงงาน และจุดต่อรถ แต่ละที่จะมีสินค้าไม่เหมือนกัน มีการปรับเปลี่ยนไปตามทำเล และกลุ่มลูกค้า
ทำให้กลยุทธ์หลักของเซเว่นฯ ในปัจจุบันมีอยู่ 5 ข้อด้วยกัน
..:: 1.เน้นคอนเซ็ปต์อิ่มสะดวก ขายอาหาร RTE มีการเน้นในส่วนของอาหารเช้า เพราะคนไทยทานอาหารเช้าน้อย เป็นเมนูเล็กๆ ในเซเว่นฯ มีเมนูเล็กๆ เยอะ อย่างแซนด์วิช ไส้กรอก จึงเอามาทำเป็นเมนูอาหารเช้าได้มากมาย
..:: 2.จับกลุ่มคนมีอายุมากขึ้น เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุ มีสินค้าเพื่อสุขภาพมากขึ้น
..:: 3.ขยายทำเลพื้นที่ใหม่ๆ ไปในพื้นที่ที่ยังไม่เคยเข้าไป เพื่อหาลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ
..:: 4.มีกลุ่มสินค้าใหม่ๆ อย่างผลไม้ มีการเอากล้วยหอมมาขาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคมากขึ้น
..:: 5.ขยายสินค้ากลุ่มที่มีการเติบโต อย่างกลุ่มสุขภาพและความงาม มีสินค้าสมุนไพร และทำเครื่องสำอางแบบซองซาเช่ขายในราคาถูก 10 บาท เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่มีกำลังซื้อน้อย ให้มีสินค้าที่หลากหลาย
..:: ทำให้ในตอนนี้เซเว่นฯ มีลูกค้าในแต่ละวันรวม 11 ล้านคน หรือเฉลี่ย 1,200 คน/สาขา และมีการจำหน่ายสินค้าในระบบวันละ 30 ล้านชิ้น
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สินค้าหลากหลาย คัมภีร์ “ดัชมิลล์”
..:: ดัชมิลล์เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ผลิตภัณฑ์นมที่ได้ทำตลาดในประเทศไทยมากว่า 30 ปีแล้ว แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงของตลาด และพฤติกรรมผู้บริโภค ทำให้ดัชมิลล์ต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อคงความเป็นอันดับหนึ่ง
..:: สุพัชรมณี ศรีวลี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด กลุ่มบริษัทดัชมิลล์ เล่าว่า ดัชมิลล์ได้ใช้หลักการทำงานที่ว่า Quality as origin ต้องย้อนกลับไปที่จุดตั้งต้นตั้งแต่ต้นทางที่วัตถุดิบคือนม ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบเป็นอันดับหนึ่ง คือมีการดีลตรงกับเกษตรกรเพื่อให้ได้นมที่มีคุณภาพ
..:: และที่สำคัญในยุคนี้ต้องมีสินค้าที่หลากหลาย เพราะผู้บริโภคต้องการสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ทำให้ดัชมิลล์ต้องออกสินค้าใหม่ๆ เพื่อปิดช่องว่างในตลาด อย่างเช่น โยเกิร์ต ดัชชี่กรีก เพื่อขยายโอกาสการเติบโต และตอบโจทย์กระแสสุขภาพที่มาแรง
..:: แต่ทว่าความท้าทายที่สุดของดัชมิลล์ในตอนนี้ก็คือการเข้าถึงผู้บริโภค เพราะตอนนี้เข้าสู่ยุคดิจิทัลเป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่จะต้องสื่อสารด้วยช่องทางออนไลน์ รวมถึงช่องทางอื่นๆ ที่มีหลายช่องทางมากขึ้น
..:: ปัจจุบันดัชมิลล์มีการเข้าถึงลูกค้า 30 ล้านคน/วัน มีการสั่งตรงสินค้า 5 ล้านครัวเรือน โดยที่นมเปรี้ยวยังเป็นสินค้าพอร์ตใหม่ที่สุดของบริษัท
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
“เนสกาแฟ” เปลี่ยนเพื่อโต
..:: นับว่าเป็นบิ๊กมูฟครั้งสำคัญของเนสกาแฟเลยทีเดียวเมื่อช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ที่เนสกาแฟได้ตัดสินใจโละแบรนด์กาแฟรูปแบบทรีอินวันทิ้ง ซึ่งมีมูลค่าตลาด 1.5 หมื่นล้านบาท หลังจากทำตลาดต่อเนื่องมาถึง 15 ปี และเปลี่ยนแบรนด์เป็น เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู แทน โดยวางจุดยืนเป็นกาแฟผงผสมกาแฟคั่วบด ที่ให้ความรู้สึกเหมือนดื่มกาแฟสดมากขึ้น และเพื่อให้ภาพลักษณ์พรีเมียมมากขึ้น สาเหตุที่เนสกาแฟตัดสินใจเปลี่ยน เพราะกระแสเรื่องการดื่มกาแฟนอกบ้าน และกาแฟสดเป็นที่นิยมมากขึ้น ทำให้เนสกาแฟเองก็ต้องปรับตัวเพื่อให้ทันต่อพฤติกรรมผู้บริโภค
..:: ในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มเปลี่ยนที่ประเทศไทยประเทศแรก เพราะเป็นตลาดใหญ่อันดับต้นๆ ของเนสกาแฟทั่วโลก ก่อนที่จะขยายไปที่ประเทศอื่น พร้อมทั้งได้ทุ่มงบการตลาดทั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยงบประมาณ 1,400 ล้านบาท 800 ล้านสำหรับการผลิต และ 600 ล้านทำตลาด
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก Positioning
ติดตามข้อมูลข่าวสารที่น่าสนใจ (ย้อนหลัง) ได้ที่ Germanicas 